Showing posts with label #Content. Show all posts
Showing posts with label #Content. Show all posts
Tuesday, 11 April 2017
ดัชนีมวลกาย เกิน 35 ไม่ต้องเป็นทหาร. โปรแกรมคำนวณค่า BMI ดัชนีมวลกาย กด Link เลย !!!
ดัชนีมวลกาย เกิน 35 ไม่ต้องเป็นทหาร.
โปรแกรมคำนวณค่า BMI ดัชนีมวลกาย กด Link เลย !!!
Monday, 10 April 2017
พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช จักรพรรดิผู้รุกรบชนะไปครึ่งค่อนโลก ก่อนถึงกาลสิ้นพระชนม์ ได้โปรดให้ข้าราชบริพาร เข้าเฝ้าโดยรับสั่งให้ทำพินัยกรรมเป็นปริศนาธรรม 3 ข้อ คือ...
พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช จักรพรรดิผู้รุกรบชนะไปครึ่งค่อนโลก
ก่อนถึงกาลสิ้นพระชนม์ ได้โปรดให้ข้าราชบริพาร
เข้าเฝ้าโดยรับสั่งให้ทำพินัยกรรมเป็นปริศนาธรรม 3 ข้อ คือ... ......
ถูกที่ถูกทาง.
....
@ โลกใบนี้ ไม่มีใครที่ไร้ประโยชน์ เพียงแต่มันผิดที่ผิดทางก็เท่านั้น
คนที่ไม่รู้จักถนอมรักษา ต่อให้อยู่บนภูเขาเงินภูเขาทองเขาก็ไม่มีความสุข
คนที่ไม่รู้จักให้อภัยใจกว้าง ต่อให้ผูกมิตรสหายไว้มากมายสุดท้ายก็หลีกลี้หนีหาย
คนที่ไม่รู้จักสำนึกคุณ ต่อให้ยอดเยี่ยมมากความสามารถอย่างไรก็ยากประสบความสำเร็จ
คนที่ไม่รู้ลงมือกระทำ ต่อให้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรความฝันก็ไม่อาจสำเร็จเป็นจริงได้
คนที่ไม่รู้จักให้ความร่วมมือ ต่อให้สู้จนสุดชีวิตก็ยากที่จะสำเร็จสู่ความยิ่งใหญ่ได้
คนที่ไม่รู้จักเก็บออม ต่อให้มีเงินทองมากมายก็ไม่อาจเป็นเศรษฐีได้
คนที่ไม่รู้จักพอ ต่อให้ร่ำรวยปานใดก็ยากที่จะมีความผาสุก
คนที่ไม่รู้จักดูแลร่างกาย ต่อให้มียาดีมากมายก็ยากอายุยืนได้
และที่สำคัญ
อย่ากลัวว่าเรียนยาก ที่กลัวคือไม่อยากเรียน
อย่ากลัวสายตาของคนอื่น ที่กลัวคือตัวเองไม่รักดี
อย่ากลัวไม่มีเงิน ที่กลัวคือมีแล้วไม่รู้จักใช้กลายเป็นทาสของเงินต่างหาก
จงใช้สตางค์อย่างมีสติ อย่าสิ้นสติเพราะสตางค์!
คนที่ไม่รู้จักให้อภัยใจกว้าง ต่อให้ผูกมิตรสหายไว้มากมายสุดท้ายก็หลีกลี้หนีหาย
คนที่ไม่รู้จักสำนึกคุณ ต่อให้ยอดเยี่ยมมากความสามารถอย่างไรก็ยากประสบความสำเร็จ
คนที่ไม่รู้ลงมือกระทำ ต่อให้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรความฝันก็ไม่อาจสำเร็จเป็นจริงได้
คนที่ไม่รู้จักให้ความร่วมมือ ต่อให้สู้จนสุดชีวิตก็ยากที่จะสำเร็จสู่ความยิ่งใหญ่ได้
คนที่ไม่รู้จักเก็บออม ต่อให้มีเงินทองมากมายก็ไม่อาจเป็นเศรษฐีได้
คนที่ไม่รู้จักพอ ต่อให้ร่ำรวยปานใดก็ยากที่จะมีความผาสุก
คนที่ไม่รู้จักดูแลร่างกาย ต่อให้มียาดีมากมายก็ยากอายุยืนได้
และที่สำคัญ
อย่ากลัวว่าเรียนยาก ที่กลัวคือไม่อยากเรียน
อย่ากลัวสายตาของคนอื่น ที่กลัวคือตัวเองไม่รักดี
อย่ากลัวไม่มีเงิน ที่กลัวคือมีแล้วไม่รู้จักใช้กลายเป็นทาสของเงินต่างหาก
จงใช้สตางค์อย่างมีสติ อย่าสิ้นสติเพราะสตางค์!
นุสนธิ์บุคส์
"กูตายมึงก็ตาย!!" การตะโกนขู่สู้โรคมะเร็งระยะที่ 4 จนรักษาหายของ อ.เผ่าทอง ทองเจือ
"กูตายมึงก็ตาย!!" การตะโกนขู่สู้โรคมะเร็งระยะที่ 4
จนรักษาหายของ อ.เผ่าทอง ทองเจือ
Friday, 30 December 2016
ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย : อ่านแล้วโคตรเจ็บปวดในความเป็นคนไทย. #โคตรจริง ซะจนคิดว่าคนไทยไม่มีอะไรดีเลยเหรอ??? >>>
ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย....
เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทย ๆ เราก็ได้คำตอบว่า:
1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิม ๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น
ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
-เจฟฟรีย์ บาร์น
2. การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า "ขี้เกรงใจ" แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ
3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมา ทั้ง ๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
- ไมเคิล วิดฟิล์ค
4. ความรับผิดชอบ
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้ง ๆ ที่งานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบ ๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
- สเตฟานี จอห์นสัน
5. วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตาม ถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก
6. บอกแต่ข่าวดีคนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดี ๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริง หรือถ้าหากเจ้านายถามว่าจะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
- โจนาธาน ธอมพ์สัน
7. คำว่า "ไม่เป็นไร"
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า "ไม่เป็นไร" มาแก้ปัญหาแทน
- เจนิส อิกนาโรห์
8. ทักษะในการทำงาน
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย
บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
- เดวิด กิลเบิร์ก
9. ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์
10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อน ๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์
11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที
4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
- วิลเลี่ยม แมคคินสัน
12. นับถือระบบอาวุโส
คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท
- เนลสัน ฟอร์ด — with Raweewan Weerapan and Moddang Nak.
บางทีความจริงมันเจ็บปวด แต่มันก็เป็นยาขมที่รักษาไข้ได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณทุกความจริง ที่จะทำให้พวกเราคนไทยทำงานดีขึ้น
Thursday, 29 December 2016
จำ คือ ฉลาด ลืม คือ ปัญญา
จำ คือ ฉลาด
ลืม คือ ปัญญา
ตอนที่ยังเป็นเด็ก
เราคิดว่าการมีความ “จำ” ดี เป็นสิ่งที่พิเศษ และนี่แหละที่เป็นดั่งพรสวรรค์
แต่เมื่อชีวิตเข้าสู่วัยที่มากขึ้น
เรากลับรู้สึกว่า “ลืม” ต่างหากที่เป็นวาสนาอย่างแท้จริง!
ชีวิตในยามนี้ ที่เราอยากจะลืมคำติฉินนินทา คำกะแนะกะแหนของคนรอบข้าง
หากลืมไม่ได้ ชีวิตเราก็เหมือนกับอยู่ในโลกสีเทา
ลืมความรุ่งเรืองในอดีตได้ นี่คือการยอมรับ
ลืมความล้มเหลวในอดีตได้ นี่คือความกล้าหาญ
ลืมบาดแผลที่ใครๆฝากไว้ได้ นี่คือความอภัย
ลืมความผิดพลาดของคนอื่นในอดีตได้ นี่คือความสำนึกคุณ
ลืมความไม่ใส่ใจที่มิตรสหายมีต่อเราได้ นี่คือความใจกว้าง
ลืมความแค้นชิงชังที่ผู้อื่นมีต่อเราได้ นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่
“ลืม” ยากกว่า “จำ” มากมายหลายเท่านัก
จำ คือฉลาด
ลืม คือปัญญา
คนที่ใจกว้าง มักจำความดีของคนอื่น
คนที่ใจแคบ มักจำความไม่ดีของคนอื่น
คนที่จำความดีของคนอื่นไม่ได้ ยากจะมีจิตสำนึกคุณ
คนที่เอาแต่จำความไม่ดีของคนอื่น ชีวิตยากที่มีความสงบสุข
ชีวิตเราไม่ยืนยาว ฝึกลืมกันบ้าง
อย่าปล่อยให้สี่ห้องหัวใจ เต็มไปด้วยความพยาบาท ความผูกใจเจ็บ ความคับแค้น ความเกลียดชัง. จนไม่เหลือที่ให้ใส่สิ่งดีๆ
เรามาลองฝึกลืมกันบ้างเถอะ
ไม่ทราบผู้เขียน.
ลืม คือ ปัญญา
ตอนที่ยังเป็นเด็ก
เราคิดว่าการมีความ “จำ” ดี เป็นสิ่งที่พิเศษ และนี่แหละที่เป็นดั่งพรสวรรค์
แต่เมื่อชีวิตเข้าสู่วัยที่มากขึ้น
เรากลับรู้สึกว่า “ลืม” ต่างหากที่เป็นวาสนาอย่างแท้จริง!
ชีวิตในยามนี้ ที่เราอยากจะลืมคำติฉินนินทา คำกะแนะกะแหนของคนรอบข้าง
หากลืมไม่ได้ ชีวิตเราก็เหมือนกับอยู่ในโลกสีเทา
ลืมความรุ่งเรืองในอดีตได้ นี่คือการยอมรับ
ลืมความล้มเหลวในอดีตได้ นี่คือความกล้าหาญ
ลืมบาดแผลที่ใครๆฝากไว้ได้ นี่คือความอภัย
ลืมความผิดพลาดของคนอื่นในอดีตได้ นี่คือความสำนึกคุณ
ลืมความไม่ใส่ใจที่มิตรสหายมีต่อเราได้ นี่คือความใจกว้าง
ลืมความแค้นชิงชังที่ผู้อื่นมีต่อเราได้ นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่
“ลืม” ยากกว่า “จำ” มากมายหลายเท่านัก
จำ คือฉลาด
ลืม คือปัญญา
คนที่ใจกว้าง มักจำความดีของคนอื่น
คนที่ใจแคบ มักจำความไม่ดีของคนอื่น
คนที่จำความดีของคนอื่นไม่ได้ ยากจะมีจิตสำนึกคุณ
คนที่เอาแต่จำความไม่ดีของคนอื่น ชีวิตยากที่มีความสงบสุข
ชีวิตเราไม่ยืนยาว ฝึกลืมกันบ้าง
อย่าปล่อยให้สี่ห้องหัวใจ เต็มไปด้วยความพยาบาท ความผูกใจเจ็บ ความคับแค้น ความเกลียดชัง. จนไม่เหลือที่ให้ใส่สิ่งดีๆ
เรามาลองฝึกลืมกันบ้างเถอะ
ไม่ทราบผู้เขียน.
Tuesday, 27 December 2016
#เรื่องดีมาก. ไม่ทราบชื่อนักเขียนครับ. เรื่อง ทำไปเพราะความรัก
#เรื่องดีมาก. ไม่ทราบชื่อนักเขียนครับ.
เรื่อง ทำไปเพราะความรัก
หมีโคล่า เจอลูกนกถูกทิ้ง
หมีจึงเอาลูกนกมาดูแล
แล้วเป็นพ่อให้ลูกนก
เมื่อถึงเวลา ลูกนกต้องฝึกบิน
ลูกนกถามหมี พ่อจ๋าหนูจะบินได้อย่างไร
หมีบอกไปว่า เดี๋ยวพ่อบินให้ดู
หมีกระโดดจากยอดไม้แล้วกระพือแขนเร็ว ๆ เพื่อให้ลอยขึ้น
แต่ทุกครั้ง หมีก็จะหล่นลงพื้น ด้วยความหนักของตัว
หมีทำแบบนี้ทุกวัน ให้ลูกนกดู
แล้วบอกลูกนก ให้กระพือปีกแรง ๆ ตาม
พ่อไม่เห็นบินได้เลย
ลูกนกถาม
เพราะพ่ออ้วนไง แต่ลูกบินได้นะ
ลองทำดูสิ หมีบอกลูกนก
พ่อเธอไม่มีทางบินได้หรอก เพราะพ่อเธอไม่ใช่นก
ต้นไม้กระซิบบอกลูกนก
ถ้าพ่อบินไม่ได้ พ่อจะทำอย่างนั้นทุกวันทำไม
ลูกนกถามต้นไม้
"วันไหนเธอมีคนที่เธอรักสุดหัวใจ
เธอจะเข้าใจเอง" ต้นไม้ตอบ
ลูกนกมองหมีที่ตัวเต็มไปด้วยแผล
แล้วถามว่า พ่อบินไม่ได้ พ่อจะพยายามบินทำไม
หมียิ้มแล้วลูบหัวลูกนกเบา ๆ
พร้อมบอกว่า
" การพยายามทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก
มันไม่มีขีดจำกัดหรอก มันทำได้ทุกอย่าง
พ่ออยากให้หนูบินได้
เพื่อที่สักวันหนูโตขึ้น จะได้บินออกไปดูโลกกว้าง
บินออกไปเห็นอะไรใหม่ ๆ
บินออกไปหากิน และเจอคนดีๆที่พร้อมจะเคียงข้างหนู
พ่อรักหนูนะ "
ลูกนกไม่ตอบอะไร
ปล่อยตัวลงไป กระพือปีกให้แรง
แล้วก็บินออกไปสู้ท้องฟ้ากว้างใหญ่
มีเพียงหมีที่มองจากต้นไม้ต้นนั้น
ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและน้ำตาจากความใจหาย
เขาไม่รู้ว่าลูกนกจะบินไปไหน
เขาไม่รู้ว่าลูกนกจะบินไปหาใคร
แต่เขารู้ว่า ลูกนกบินได้แล้ว เขาก็สุขใจ
ตะวันกำลังลับลา
หมีนั่งเช็ดแผลตัวเอง
พร้อมกับมองเงาฝูงนกที่บินตรงขอบฟ้า
แล้วหวังว่าจะมีลูกที่เขารักบินอยู่ในนั้น
ก่อนหลับตาไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่สุขใจ
............
ไม่ทันได้หลับสนิท ก็มีอะไรแผ่นใหญ่ๆมาห่มไว้
หมีลืมตา เห็นลูกนกกำลังบินคาบใบไม้มาห่มให้
พร้อมกับอาหารและหญ้าสมุนไพรไว้ให้ใส่แผล
ลูกนกบินลงบนไหล่หมีอย่างเบา ๆ
แล้วกระซิบที่หูไปว่า
" หนูก็รักพ่อนะ "
(^^)ชอบบทความนี้มากอ่านแล้วน้ำตาซึมทุกครั้ง
CR LINE
Thursday, 15 December 2016
อิจฉาเพื่อนมาก ทำบุญด้วยอะไร ได้ใกล้ชิดพระเทพที่ร้านอาหารด้วยง่ะ #ทรงพระเจริญ.
"นอนไม่หลับ ไม่ใช่หายนะ!" : แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิต (การนอน) ก็เปลี่ยน
"นอนไม่หลับ ไม่ใช่หายนะ!" : แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิต (การนอน) ก็เปลี่ยน
ถึงแม้การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยๆ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นสิ่งสำคัญ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจะสามารถนอนหลับได้แบบนั้นเสมอไป เราต่างเคยเผชิญกับคืนบางคืนที่ “หลับไม่ลง” นั่นยังไม่ต้องพูดถึงว่า คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องต้องเผชิญกับภาวะนอนไม่หลับหรือหลับยาก เป็นระยะเวลาติดต่อกันยาวนาน และนั่นก็เป็นที่มาของความเครียด ความกังวล ต่างๆ นานา สุดท้าย เมื่อนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอ ต่อเนื่องกันนานๆ ความเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ย่อมสั่งสมพอกพูน เป็นความเครียดหนักขึ้นไปอีก แต่การนอนไม่หลับ หรือหลับยาก น่ากลัว ขนาดนั้นจริงหรือ?
เราลองมามองการนอนไม่หลับหรือหลับยากในอีกมุมดีไหม เพื่อว่าเราจะอยู่ร่วมกับมันได้ แบบที่ยังสามารถรักษา “คุณภาพชีวิตดีๆ” ของเราไว้ได้
1. การผ่อนคลาย สำคัญกว่า การพยายามนอนหลับ
2. การพักผ่อน กับ การผ่อนคลายไม่เหมือนกัน เพราะการพักผ่อนบางอย่าง ไม่ใช่การผ่อนคลาย แต่อาจเพิ่มความคิด ความเครียด และความกดดันด้วยซ้ำ เช่น การพักผ่อนโดยการเล่นไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เช่น facebook หลายครั้ง เล่นไปเล่นมา กลับเครียด หรือใจคอไม่สงบ เพราะเกิดดราม่าขึ้นในใจอย่างมากมาย
3. หลับหรือไม่หลับ ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ การผ่อนคลาย เมื่อผ่อนคลาย ทั้งร่างกาย และ จิตใจ นอนหลับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตอนเช้าสามารถสดชื่นได้
4. การนอนหลับ หรือไม่หลับ เป็นเรื่องธรรมชาติ (บังคับไม่ได้) แต่การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ และการผ่อนคลาย เป็นสิ่งสำคัญกับสุขภาพกาย และสุขภาพใจมากกว่า
5. สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการนอน คือ "ความคาดหวัง" ที่จะหลับ ฝึกรู้ทัน.. และ วางมันลง...คือ เคล็ดลับของความสุขในยามค่ำคืน (รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ในชีวิต)
6. การนอนไม่หลับ ไม่ใช่ “หายนะ” การตื่นกลางดึก ก็ไม่ใช่หายนะเช่นกัน การไม่ผ่อนคลาย ความกดดัน และการบังคับตัวเองให้หลับต่างหากที่เป็นหายนะ (เมื่อใจและกายผ่อนคลาย ตอนเช้าก็สดชื่นได้ แม้ไม่ได้นอน)
7. การนอนหลับ ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยาร่างกายตอนกลางคืน การผ่อนคลาย การปล่อยวาง ต่างหากที่ช่วย เมื่อไม่ตั้งใจจะหลับ การหลับที่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นเอง
8. เมื่อไม่กลัว "การนอนไมหลับ" ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ (นอนหลับหรือไม่หลับ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เครียด กังวล อีกต่อไป)
9. สรุป ปัญหา "การนอนไม่หลับ" ไม่ใช่ปัญหา แต่วิธี "การคิด" และ "การพยายามที่จะหลับให้ได้" ต่างหากที่เป็นปัญหา ผู้เขียน : ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ถึงแม้การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยๆ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นสิ่งสำคัญ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจะสามารถนอนหลับได้แบบนั้นเสมอไป เราต่างเคยเผชิญกับคืนบางคืนที่ “หลับไม่ลง” นั่นยังไม่ต้องพูดถึงว่า คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องต้องเผชิญกับภาวะนอนไม่หลับหรือหลับยาก เป็นระยะเวลาติดต่อกันยาวนาน และนั่นก็เป็นที่มาของความเครียด ความกังวล ต่างๆ นานา สุดท้าย เมื่อนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอ ต่อเนื่องกันนานๆ ความเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ย่อมสั่งสมพอกพูน เป็นความเครียดหนักขึ้นไปอีก แต่การนอนไม่หลับ หรือหลับยาก น่ากลัว ขนาดนั้นจริงหรือ?
เราลองมามองการนอนไม่หลับหรือหลับยากในอีกมุมดีไหม เพื่อว่าเราจะอยู่ร่วมกับมันได้ แบบที่ยังสามารถรักษา “คุณภาพชีวิตดีๆ” ของเราไว้ได้
1. การผ่อนคลาย สำคัญกว่า การพยายามนอนหลับ
2. การพักผ่อน กับ การผ่อนคลายไม่เหมือนกัน เพราะการพักผ่อนบางอย่าง ไม่ใช่การผ่อนคลาย แต่อาจเพิ่มความคิด ความเครียด และความกดดันด้วยซ้ำ เช่น การพักผ่อนโดยการเล่นไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เช่น facebook หลายครั้ง เล่นไปเล่นมา กลับเครียด หรือใจคอไม่สงบ เพราะเกิดดราม่าขึ้นในใจอย่างมากมาย
3. หลับหรือไม่หลับ ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ การผ่อนคลาย เมื่อผ่อนคลาย ทั้งร่างกาย และ จิตใจ นอนหลับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตอนเช้าสามารถสดชื่นได้
4. การนอนหลับ หรือไม่หลับ เป็นเรื่องธรรมชาติ (บังคับไม่ได้) แต่การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ และการผ่อนคลาย เป็นสิ่งสำคัญกับสุขภาพกาย และสุขภาพใจมากกว่า
5. สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการนอน คือ "ความคาดหวัง" ที่จะหลับ ฝึกรู้ทัน.. และ วางมันลง...คือ เคล็ดลับของความสุขในยามค่ำคืน (รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ในชีวิต)
6. การนอนไม่หลับ ไม่ใช่ “หายนะ” การตื่นกลางดึก ก็ไม่ใช่หายนะเช่นกัน การไม่ผ่อนคลาย ความกดดัน และการบังคับตัวเองให้หลับต่างหากที่เป็นหายนะ (เมื่อใจและกายผ่อนคลาย ตอนเช้าก็สดชื่นได้ แม้ไม่ได้นอน)
7. การนอนหลับ ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยาร่างกายตอนกลางคืน การผ่อนคลาย การปล่อยวาง ต่างหากที่ช่วย เมื่อไม่ตั้งใจจะหลับ การหลับที่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นเอง
8. เมื่อไม่กลัว "การนอนไมหลับ" ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ (นอนหลับหรือไม่หลับ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เครียด กังวล อีกต่อไป)
9. สรุป ปัญหา "การนอนไม่หลับ" ไม่ใช่ปัญหา แต่วิธี "การคิด" และ "การพยายามที่จะหลับให้ได้" ต่างหากที่เป็นปัญหา ผู้เขียน : ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Wednesday, 14 December 2016
อนาคตของงานที่จะตกงาน/ อรุณ อัครปรีดี
อนาคตของงานที่จะตกงาน/ อรุณ อัครปรีดี
1. อาชีพมนุษย์โรงงาน จะมีการใช้เครื่องจักรแทนมนุษย์มากขึ้น ลองคิดดูเล่นๆ นะ ค่าแรงวันละ 300-500฿ โรงงานไหนใช้แรงงานคน 1,000 คน ต้องมีต้นทุนวันละ 3-5 แสนบาท หรือเดือนละ 10-15 ล้านบาท ไหนจะโบนัสปลายปี ไหนกองทุนจ่ายประกันสังคม ไหนจะค่าชดเชยและสวัสดิการต่างๆ ถ้าค่าเครื่องจักรราคา 500 ล้านบาท ใช้เวลาแค่ 30-50 เดือนหรือ 3-5 ปีก็คืนทุน ที่เหลือกำไรล้วนๆ
2. อาชีพนักการธนาคารและพนักงานธนาคาร จะถูกแทนที่ด้วย internet banking ตอนนี้เริ่มจะเห็นธนาคารสาขาตามห้องแถวทยอยปิดตัวลง เพื่อไปโฟกัสสาขาตามห้างสรรพสินค้าหรือ community mall เพราะตอบโจทย์ผู้คนยุคนี้ ที่สะดวกใช้บริการธนาคารนอกเวลาทำงานช่วงเย็นหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์มากกว่า ซึ่งธนาคารตามตึกแถว บ่าย 3 ครึ่งก็ปิดแล้ว ทำให้อาชีพนักการธนาคารและพนักงานธนาคารต้องมาขายประกันชีวิตและสุขภาพแทน และอนาคตถ้าทุกคนติดต่อกับธนาคารด้วยระบบแอพลิเคชั่นในสมาร์ตโฟน ก็ยิ่งทำให้พนักงานธนาคารถูกลดอัตรากำลังลง
3. ร้านขายหนังสือและให้เช่าหนังสือ ที่ผ่านมาเริ่มเห็นแล้วว่าร้านหนังสือถูกแทนที่ด้วยร้านสะดวกซื้อ คนซื้อน้อยลงเพราะซื้อผ่านสำนักพิมพ์ที่ได้ในราคาถูกกว่าและมีความนิยม E book มากขึ้น เพราะมนุษย์ยุคนี้ขี้เกียจหอบหนังสือและชอบดูอะไรต่อมิอะไรผ่านหน้าจอสว่างๆ มากขึ้น
4. เด็กเสิร์ฟและพนักงานเก็บเงิน เราเริ่มเห็นท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ตบางสาขา ให้ลูกค้าสแกนบาร์โค๊ดจ่ายชำระสินค้าเอง และอีกหน่อย ร้านอาหารจานด่วน ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว จะมีตู้หยอดเหรียญ ซึ่งเป็นทั้งแคชเชียร์และพนักงานรับออเดอร์ไปในตัว ลูกค้าจะนำสลิปที่ออกจากตู้ที่หยอดค่าอาหารแล้วไปให้แม่ครัวพ่อครัวทำอาหารให้ มาแน่ๆ ถ้าค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไป 500฿/8 ชั่วโมง เพราะต้นทุนเครื่องพวกนี้ไม่กี่แสนบาท แต่สามารถลดค่าจ้างคนได้ 3-5 คนเลยทีเดียว (แคชเชียร์และเด็กเสิร์ฟ) เหมือนประหยัดไปเดือนละ 60,000฿ เลยนะ ไม่ถึงปีก็คุ้มแล้วสำหรับเครื่องนี้
5. รถแท็กซี่ เนื่องจากกรุงเทพอีก 10 ปีถัดจากนี้จะมีเครือข่ายคมนาคมเสร็จพร้อมกันและบริการแบบจัดเต็มจนทำให้เดินทางได้สะดวกมากขึ้น แน่นอนว่าค่าแท็กซี่ปีนั้นอาจจะสตาร์ทที่ 100฿ เพราะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นทุกปี ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวชามละ 35-45฿ แล้ว ขึ้นมาตอนไหนน่ะ กินชามละ 30฿ อยู่หลัดๆ
6. นายหน้าคนกลาง ทั้งประกันวินาศภัย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หรือทั้งนายหน้าขายสินค้าต่างๆ จะมีบริษัทออนไลน์สื่อกลางระหว่างลูกค้ากับบริษัทเจ้าของโดยตรง เพราะสื่อกลางออนไลน์ต้นทุนน้อยกว่าแต่ผลลัพธ์ดีกว่า ตอนนี้คนอายุ 50-70 ปียังเล่นมือถือไม่เป็นหลายคน แต่อีก 20 ปีถัดจากนี้ คนที่กำลังมีอายุ 30-50 ปีตอนนี้จะอายุ 50-70 ปี จะเล่นมือถือเป็นทุกคน การซื้อสินค้าจะตรงไปที่ผู้ผลิตเลย พวกยี่ปั๊วะหรือนายหน้าเตรียมตกงาน
7. ธุรกิจเกี่ยวกับเด็กๆ การสอนพิเศษและโรงเรียนหรือวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนคุณภาพต่ำ จะได้รับผลกระทบตรงๆ เพราะอัตราการเกิดน้อยลงเยอะมากในช่วง 5 ปีมานี้ ซึ่งอีก 10-15 ปีถัดจากนี้ เด็กรุ่นนี้จะมีอายุ 15-20 ปี ปริมาณเด็กน้อยลง แต่ที่เรียนที่เล่นรองรับได้มากกว่า ก็ย่อมต้องเจ๊งและปิดตัวเป็นธรรมดา นับว่าถ้าไม่ดีจริงก็ไปไม่รอดแน่นอน
8. สายการบินราคาแพง และรถทัวร์ราคาแพง เพราะถูกบริษัทสายการบินราคาประหยัดที่จัดหาเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันกว่า ลดต้นทุนได้มากกว่า ใช้พนักงานบนเครื่องบินได้คุ้มมาก เพราะจำกัดสวัสดิการบางอย่าง รถทัวร์ก็เช่นกัน บางทีต้นทุนและความนิยม อาจทำให้ราคาตั๋วดูไม่ได้แตกต่างกันมาก
9. ธุรกิจด้านน้ำมันเชื้อเพลิง อาจจะหมดยุคพลังงานจากใต้พื้นดินแล้วก็ได้ เพราะมีพลังงานทางเลือกที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง มดงานในธุรกิจเหล่านี้อาจจะโยกไปยังการผลิตพลังงานทางเลือกแทน แน่นอนว่า การแข่งขันคงเยอะมาก เพราะพลังงานทางเลือกมักใช้คนดูแลไม่ต้องเยอะและอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้...งานที่มั่นคง ไม่ได้บอกว่าตนเองจะมั่นคงแบบงานที่ทำ ถ้ามีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาปรับเปลี่ยนโลก การดิ้นรนค้นหางานใหม่ตอนที่อายุ 40-50 ปีแล้ว มันก็ไม่ง่ายที่จะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อหางานใหม่ ทำงานหลายงาน มี 2-3 อาชีพ ดีกว่ามีแค่อาชีพเดียว เพราะถ้าวันนึงหลอดไฟดวงนั้นดับไป ห้องทั้งห้องก็จะมืดมิด แต่ถ้าวันนี้มีตัวเลือกหลายๆ อาชีพ หากไฟดับไปหลอดสองหลอด ก็ยังมีหลอดไฟหลอดอื่นที่สามารถส่องแสงสว่างให้ ศักยภาพมีอีกเยอะ อยากทำอะไรทำเลย ศึกษาให้เยอะๆ แล้วลุยเลย
*********** คนหนุ่มสาวยุคนี้ต้องมีทักษะที่จะทำให้อยู่รอดในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ และอาจต้องมีหลายทักษะด้วยซ้ำ ผม(สุวินัย) คิดว่าโลกทั้งใบกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่สังคมกับเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการ "ถอดรื้อ" ของเก่าด้วย Digital Disruption ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ประเทศหลังจากนี้ควรวางอยู่บนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ปรับตัวเข้ากับ Digital Disruption ได้อย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยด้วย
พรรคประชาชนปฏิรูปที่พวกเราเตรียมจะก่อตั้งขึ้นขออาสาแบกรับการผลักดันยุทธศาสตร์และแนวทางที่ว่าหลังจากนี้ สุวินัย ภรณวลัย
1. อาชีพมนุษย์โรงงาน จะมีการใช้เครื่องจักรแทนมนุษย์มากขึ้น ลองคิดดูเล่นๆ นะ ค่าแรงวันละ 300-500฿ โรงงานไหนใช้แรงงานคน 1,000 คน ต้องมีต้นทุนวันละ 3-5 แสนบาท หรือเดือนละ 10-15 ล้านบาท ไหนจะโบนัสปลายปี ไหนกองทุนจ่ายประกันสังคม ไหนจะค่าชดเชยและสวัสดิการต่างๆ ถ้าค่าเครื่องจักรราคา 500 ล้านบาท ใช้เวลาแค่ 30-50 เดือนหรือ 3-5 ปีก็คืนทุน ที่เหลือกำไรล้วนๆ
2. อาชีพนักการธนาคารและพนักงานธนาคาร จะถูกแทนที่ด้วย internet banking ตอนนี้เริ่มจะเห็นธนาคารสาขาตามห้องแถวทยอยปิดตัวลง เพื่อไปโฟกัสสาขาตามห้างสรรพสินค้าหรือ community mall เพราะตอบโจทย์ผู้คนยุคนี้ ที่สะดวกใช้บริการธนาคารนอกเวลาทำงานช่วงเย็นหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์มากกว่า ซึ่งธนาคารตามตึกแถว บ่าย 3 ครึ่งก็ปิดแล้ว ทำให้อาชีพนักการธนาคารและพนักงานธนาคารต้องมาขายประกันชีวิตและสุขภาพแทน และอนาคตถ้าทุกคนติดต่อกับธนาคารด้วยระบบแอพลิเคชั่นในสมาร์ตโฟน ก็ยิ่งทำให้พนักงานธนาคารถูกลดอัตรากำลังลง
3. ร้านขายหนังสือและให้เช่าหนังสือ ที่ผ่านมาเริ่มเห็นแล้วว่าร้านหนังสือถูกแทนที่ด้วยร้านสะดวกซื้อ คนซื้อน้อยลงเพราะซื้อผ่านสำนักพิมพ์ที่ได้ในราคาถูกกว่าและมีความนิยม E book มากขึ้น เพราะมนุษย์ยุคนี้ขี้เกียจหอบหนังสือและชอบดูอะไรต่อมิอะไรผ่านหน้าจอสว่างๆ มากขึ้น
4. เด็กเสิร์ฟและพนักงานเก็บเงิน เราเริ่มเห็นท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ตบางสาขา ให้ลูกค้าสแกนบาร์โค๊ดจ่ายชำระสินค้าเอง และอีกหน่อย ร้านอาหารจานด่วน ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว จะมีตู้หยอดเหรียญ ซึ่งเป็นทั้งแคชเชียร์และพนักงานรับออเดอร์ไปในตัว ลูกค้าจะนำสลิปที่ออกจากตู้ที่หยอดค่าอาหารแล้วไปให้แม่ครัวพ่อครัวทำอาหารให้ มาแน่ๆ ถ้าค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไป 500฿/8 ชั่วโมง เพราะต้นทุนเครื่องพวกนี้ไม่กี่แสนบาท แต่สามารถลดค่าจ้างคนได้ 3-5 คนเลยทีเดียว (แคชเชียร์และเด็กเสิร์ฟ) เหมือนประหยัดไปเดือนละ 60,000฿ เลยนะ ไม่ถึงปีก็คุ้มแล้วสำหรับเครื่องนี้
5. รถแท็กซี่ เนื่องจากกรุงเทพอีก 10 ปีถัดจากนี้จะมีเครือข่ายคมนาคมเสร็จพร้อมกันและบริการแบบจัดเต็มจนทำให้เดินทางได้สะดวกมากขึ้น แน่นอนว่าค่าแท็กซี่ปีนั้นอาจจะสตาร์ทที่ 100฿ เพราะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นทุกปี ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวชามละ 35-45฿ แล้ว ขึ้นมาตอนไหนน่ะ กินชามละ 30฿ อยู่หลัดๆ
6. นายหน้าคนกลาง ทั้งประกันวินาศภัย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หรือทั้งนายหน้าขายสินค้าต่างๆ จะมีบริษัทออนไลน์สื่อกลางระหว่างลูกค้ากับบริษัทเจ้าของโดยตรง เพราะสื่อกลางออนไลน์ต้นทุนน้อยกว่าแต่ผลลัพธ์ดีกว่า ตอนนี้คนอายุ 50-70 ปียังเล่นมือถือไม่เป็นหลายคน แต่อีก 20 ปีถัดจากนี้ คนที่กำลังมีอายุ 30-50 ปีตอนนี้จะอายุ 50-70 ปี จะเล่นมือถือเป็นทุกคน การซื้อสินค้าจะตรงไปที่ผู้ผลิตเลย พวกยี่ปั๊วะหรือนายหน้าเตรียมตกงาน
7. ธุรกิจเกี่ยวกับเด็กๆ การสอนพิเศษและโรงเรียนหรือวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนคุณภาพต่ำ จะได้รับผลกระทบตรงๆ เพราะอัตราการเกิดน้อยลงเยอะมากในช่วง 5 ปีมานี้ ซึ่งอีก 10-15 ปีถัดจากนี้ เด็กรุ่นนี้จะมีอายุ 15-20 ปี ปริมาณเด็กน้อยลง แต่ที่เรียนที่เล่นรองรับได้มากกว่า ก็ย่อมต้องเจ๊งและปิดตัวเป็นธรรมดา นับว่าถ้าไม่ดีจริงก็ไปไม่รอดแน่นอน
8. สายการบินราคาแพง และรถทัวร์ราคาแพง เพราะถูกบริษัทสายการบินราคาประหยัดที่จัดหาเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันกว่า ลดต้นทุนได้มากกว่า ใช้พนักงานบนเครื่องบินได้คุ้มมาก เพราะจำกัดสวัสดิการบางอย่าง รถทัวร์ก็เช่นกัน บางทีต้นทุนและความนิยม อาจทำให้ราคาตั๋วดูไม่ได้แตกต่างกันมาก
9. ธุรกิจด้านน้ำมันเชื้อเพลิง อาจจะหมดยุคพลังงานจากใต้พื้นดินแล้วก็ได้ เพราะมีพลังงานทางเลือกที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง มดงานในธุรกิจเหล่านี้อาจจะโยกไปยังการผลิตพลังงานทางเลือกแทน แน่นอนว่า การแข่งขันคงเยอะมาก เพราะพลังงานทางเลือกมักใช้คนดูแลไม่ต้องเยอะและอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้...งานที่มั่นคง ไม่ได้บอกว่าตนเองจะมั่นคงแบบงานที่ทำ ถ้ามีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาปรับเปลี่ยนโลก การดิ้นรนค้นหางานใหม่ตอนที่อายุ 40-50 ปีแล้ว มันก็ไม่ง่ายที่จะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อหางานใหม่ ทำงานหลายงาน มี 2-3 อาชีพ ดีกว่ามีแค่อาชีพเดียว เพราะถ้าวันนึงหลอดไฟดวงนั้นดับไป ห้องทั้งห้องก็จะมืดมิด แต่ถ้าวันนี้มีตัวเลือกหลายๆ อาชีพ หากไฟดับไปหลอดสองหลอด ก็ยังมีหลอดไฟหลอดอื่นที่สามารถส่องแสงสว่างให้ ศักยภาพมีอีกเยอะ อยากทำอะไรทำเลย ศึกษาให้เยอะๆ แล้วลุยเลย
*********** คนหนุ่มสาวยุคนี้ต้องมีทักษะที่จะทำให้อยู่รอดในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ และอาจต้องมีหลายทักษะด้วยซ้ำ ผม(สุวินัย) คิดว่าโลกทั้งใบกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่สังคมกับเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการ "ถอดรื้อ" ของเก่าด้วย Digital Disruption ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ประเทศหลังจากนี้ควรวางอยู่บนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ปรับตัวเข้ากับ Digital Disruption ได้อย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยด้วย
พรรคประชาชนปฏิรูปที่พวกเราเตรียมจะก่อตั้งขึ้นขออาสาแบกรับการผลักดันยุทธศาสตร์และแนวทางที่ว่าหลังจากนี้ สุวินัย ภรณวลัย
Thursday, 8 December 2016
ถึงกับตะลึง! สองนักดนตรีเปิดหมวกแสดงอย่างเทพ เล่นเพลงดังวงอังกฤษ ‘เรดิโอเฮด’
Wipawee Wuthiwai at BTS สถานีช่องนนทรี (S3). 6 December at 20:11 · Bangkok ·
A Take away Show "CREEP" Radiohead #สตั๊นท์กับเซตลิสต์
เจอพี่คนร้องแล้ว!! สนใจติดต่อพี่เขาได้ค่ะ 089 787 2254
ถึงกับตะลึง! สองนักดนตรีเปิดหมวกแสดงอย่างเทพ เล่นเพลงดังวงอังกฤษ ‘เรดิโอเฮด’: http://www.matichon.co.th/news/387733
A Take away Show "CREEP" Radiohead #สตั๊นท์กับเซตลิสต์
เจอพี่คนร้องแล้ว!! สนใจติดต่อพี่เขาได้ค่ะ 089 787 2254
ถึงกับตะลึง! สองนักดนตรีเปิดหมวกแสดงอย่างเทพ เล่นเพลงดังวงอังกฤษ ‘เรดิโอเฮด’: http://www.matichon.co.th/news/387733
Sunday, 4 December 2016
เตรียมพร้อมเพื่อรับแรงกระแทกจากคลื่นดิจิตอล คลื่นยักษ์ที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง ยกเว้น "คนที่พัฒนาและปรับตัว" อยู่เสมอ
สืบเนื่องจากการปิดตัว ของ หนังสือพิมพ์ บ้านเมือง
คุณประสิทธิ์ องอาจตระกูล ให้ความเห็นว่า .....
โลกดิจิตอล "น่ากลัว" กว่าที่คิด !!!
เปรียบเหมือน "คลื่นยักษ์" ที่ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า
หลังจากที่คลื่นลูกนี้ Disrupt (ทำลายล้าง) ธุรกิจฟิล์มถ่ายรูปแล้ว ต่อมาก็ทำลายล้างธุรกิจเทปซีดี ตอนนี้กำลังทำลายล้างธุรกิจทีวีและธุรกิจสิ่งพิมพ์
(ปัจจุบัน คนแทบไม่ดูทีวี คนอ่านหนังสือน้อยลงมาก หันไปเล่น Smartphone กันหมด)
ต่อไปคลื่นลูกนี้กำลังมุ่งสู่ธุรกิจการเงิน สาขาของธนาคารหลายแห่งจะปิดตัว หรือควบรวมกิจการ
ห้างสรรพสินค้าจะกลายเป็นเหมือนโชว์รูม คือ คนไปเดินดูสินค้า แต่ไม่ซื้อ กลับมาซื้อผ่านออนไลน์ที่ถูกกว่า 20-30%
และมีธุรกิจอีกมากมายที่ "รอคิว" ที่จะถูกทำลายล้างอยู่
ภายในอีกไม่กี่ปี ตำแหน่งงานในสหรัฐ จะหายไปหลายล้านตำแหน่ง
ถามว่า "ตัวเราล่ะ" เตรียมพร้อมที่จะรับคลื่นลูกนี้หรือยัง?
เตรียมพร้อมเพื่อรับแรงกระแทกจากคลื่นดิจิตอล คลื่นยักษ์ที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง
ยกเว้น "คนที่พัฒนาและปรับตัว" อยู่เสมอ
CR LINE
Thursday, 1 December 2016
คำสอนของอากง "กาลครั้งหนึ่ง…..นานมาแล้ว….. มี..อากง..แก่ๆ…อยู่คนนึ่ง…อยากจะสอนข้อคิดอะไร
คำสอนของอากง
"กาลครั้งหนึ่ง…..นานมาแล้ว…..
มี..อากง..แก่ๆ…อยู่คนนึ่ง…อยากจะสอนข้อคิดอะไร บางอย่างให้หลานๆ…ตามปะสาคนแก่ อากง…
จึงเรียกหลานๆ ทั้งสี่มานั่งล้อมโต๊ะสี่มุม….แล้วบอกหลานทั้งสี่ว่า เอาล่ะหลานๆ ..ตอนนี้หลับตา..นะ..หลับตา….. พอหลานๆ หลับตา…อากง…ก็เดินเข้าไปห้องเก็บของ…แล้วหยิบโคมไฟเก่าๆ มาอันนึ่ง… อากง…เปิดฝาครอบ…จุดไฟ…แล้วปิดฝาครอบ…
แล้ว…อากง…ก็บอกหลานทั้งสี่…ว่า… ลืมตาขึ้น..แล้วบอก…อากง…ซิว่าโคมไฟสีอะไร…?
เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้น….ตอบไล่ๆ กัน….ตอบไม่เหมือนกัน…และเริ่ม…ทะเลาะกัน…. คนที่นั่งด้านนึ่งบอกว่า…สีแดง…อีกด้านนึ่งบอกว่า…เขียว…สีเหลือง…และน้ำเงิน….ตาม ลำดับ…
ทั้งสี่ทะเลาะกันพักนึ่ง….ก็มีเด็กคนนึ่งถาม…อากง…ว่า……
อากง….ทำไมของอย่างเดียวกัน…มีตั้งหลายสี………..
อากง…ก็เลยบอกว่า…เดี๋ยวนะ…อากง…จะทำอะไรให้ดู….
อากงเดินมาที่โต๊ะ…หยิบฝาครอบแล้วหมุนให้ดู…ปรากฎว่า…. ฝาครอบสี่ด้าน….สี่สี…แดง…เหลือง…เขียว…น้ำเงิน…
หลังจากนั้น…อากง…ก็บอกว่า….เอ๊าตอนนี้บอกอากงซิ…โคมไฟสีอะไร…?
หลานๆ….ตอบเหมือนกันคือสีของเปลวไฟ….. อากง..เลยบอกว่า…เอาล่ะหลาน…อากง..ถามอะไรชักสองข้อนะ….
ข้อที่..1…..เมื่อสักครู่นี้….ครั้งแรก….ใครผิด…. หลานตอบว่า….ไม่รู้….. อากง…บอกว่า….รึว่า…อากง..ผิด…….. อากง…เลยบอกอีกว่า…ฟังนะ..เจ้าทั้งสี่..นั่งอยู่ในที่เดียวกัน…. มองของ อย่างเดียวกัน…ในเวลาเดียวกัน…ยังเห็นไม่เหมือนกันเลย….. ทำไม..? ทำไมถึงไม่มีใครผิดล่ะ….
อากง..เลยบอกว่า…ก็เพราะคนทุกคนมองจากมุมมอง…ของตัวเอง…เห็นในสี่งที่ตัวเองเห็น…. แต่..ถ้าเจ้าอยากเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเห็นอย่างที่เขาเห็น…เจ้าก็เดินไปมองที่มุมของเขา แล้วเราก็จะเห็นอย่างที่เขาเห็น….
แต่ถ้าลองนึกภาพนะ…เจ้าทั้งสี่ นั่งอยู่ที่เดียวกันมองของอย่างเดียวกัน…ในเวลาเดียวกัน ยังเห็นไม่เหมือนกันเล๊ย….
ในอนาคต….เวลาที่อยู่ในสังคม…เป็นไปได้มั๊ย… คน..ก็มองสี่งต่างๆ….ไม่เหมือนกัน……
เพราะฉนั้น….เวลาที่คนคิดไม่เหมือนเรา….ใครผิด… ในอนาคตนะ…เวลาที่เจ้าคิดไม่เหมือนคนอื่น….อย่าไปโกรธว่าเขาผิด…อย่าไปกลัวว่า…ตัว เองผิด…. เพราะคนแต่ละคน…ก็เห็นสี่งต่างๆ…จากขอบข่ายประสบการณ์และสี่งแวดล้อมของตนเอง….
แต่ถ้าเจ้าอยากเข้าใจว่า…ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น….เจ้าก็เดินไปมุมของเขา…. และเมื่อเจ้ายอมเข้าใจคนอื่น….อาจเป็นไปได้ว่าคนอื่นก็อาจจะยอมที่จะเดินมา….และเข้าใจเจ้า…..
คำถามที่..2…อากง..บอกว่า….ที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลัง….เป็นของอย่างเดียวกันมั๊ย..?…. หลานบอกว่า….อย่างเดียวกัน….. แล้วเห็นเหมือนกันมั๊ย….?….ครั้งแรกเห็นอะไร…? หลานตอบว่า…ฝาครอบ….และครั้งหลังเห็นเปลวไฟ….
อากงเลยบอกว่า….หลานๆเอ๊ย… ในอนาคตถ้าเลือกได้นะ…อย่ามองสี่งต่างๆ…เพียงแค่ที่เห็น…. จงเข้าใจสิ่งต่างๆ… อย่างที่เป็น
มี..อากง..แก่ๆ…อยู่คนนึ่ง…อยากจะสอนข้อคิดอะไร บางอย่างให้หลานๆ…ตามปะสาคนแก่ อากง…
จึงเรียกหลานๆ ทั้งสี่มานั่งล้อมโต๊ะสี่มุม….แล้วบอกหลานทั้งสี่ว่า เอาล่ะหลานๆ ..ตอนนี้หลับตา..นะ..หลับตา….. พอหลานๆ หลับตา…อากง…ก็เดินเข้าไปห้องเก็บของ…แล้วหยิบโคมไฟเก่าๆ มาอันนึ่ง… อากง…เปิดฝาครอบ…จุดไฟ…แล้วปิดฝาครอบ…
แล้ว…อากง…ก็บอกหลานทั้งสี่…ว่า… ลืมตาขึ้น..แล้วบอก…อากง…ซิว่าโคมไฟสีอะไร…?
เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้น….ตอบไล่ๆ กัน….ตอบไม่เหมือนกัน…และเริ่ม…ทะเลาะกัน…. คนที่นั่งด้านนึ่งบอกว่า…สีแดง…อีกด้านนึ่งบอกว่า…เขียว…สีเหลือง…และน้ำเงิน….ตาม ลำดับ…
ทั้งสี่ทะเลาะกันพักนึ่ง….ก็มีเด็กคนนึ่งถาม…อากง…ว่า……
อากง….ทำไมของอย่างเดียวกัน…มีตั้งหลายสี………..
อากง…ก็เลยบอกว่า…เดี๋ยวนะ…อากง…จะทำอะไรให้ดู….
อากงเดินมาที่โต๊ะ…หยิบฝาครอบแล้วหมุนให้ดู…ปรากฎว่า…. ฝาครอบสี่ด้าน….สี่สี…แดง…เหลือง…เขียว…น้ำเงิน…
หลังจากนั้น…อากง…ก็บอกว่า….เอ๊าตอนนี้บอกอากงซิ…โคมไฟสีอะไร…?
หลานๆ….ตอบเหมือนกันคือสีของเปลวไฟ….. อากง..เลยบอกว่า…เอาล่ะหลาน…อากง..ถามอะไรชักสองข้อนะ….
ข้อที่..1…..เมื่อสักครู่นี้….ครั้งแรก….ใครผิด…. หลานตอบว่า….ไม่รู้….. อากง…บอกว่า….รึว่า…อากง..ผิด…….. อากง…เลยบอกอีกว่า…ฟังนะ..เจ้าทั้งสี่..นั่งอยู่ในที่เดียวกัน…. มองของ อย่างเดียวกัน…ในเวลาเดียวกัน…ยังเห็นไม่เหมือนกันเลย….. ทำไม..? ทำไมถึงไม่มีใครผิดล่ะ….
อากง..เลยบอกว่า…ก็เพราะคนทุกคนมองจากมุมมอง…ของตัวเอง…เห็นในสี่งที่ตัวเองเห็น…. แต่..ถ้าเจ้าอยากเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเห็นอย่างที่เขาเห็น…เจ้าก็เดินไปมองที่มุมของเขา แล้วเราก็จะเห็นอย่างที่เขาเห็น….
แต่ถ้าลองนึกภาพนะ…เจ้าทั้งสี่ นั่งอยู่ที่เดียวกันมองของอย่างเดียวกัน…ในเวลาเดียวกัน ยังเห็นไม่เหมือนกันเล๊ย….
ในอนาคต….เวลาที่อยู่ในสังคม…เป็นไปได้มั๊ย… คน..ก็มองสี่งต่างๆ….ไม่เหมือนกัน……
เพราะฉนั้น….เวลาที่คนคิดไม่เหมือนเรา….ใครผิด… ในอนาคตนะ…เวลาที่เจ้าคิดไม่เหมือนคนอื่น….อย่าไปโกรธว่าเขาผิด…อย่าไปกลัวว่า…ตัว เองผิด…. เพราะคนแต่ละคน…ก็เห็นสี่งต่างๆ…จากขอบข่ายประสบการณ์และสี่งแวดล้อมของตนเอง….
แต่ถ้าเจ้าอยากเข้าใจว่า…ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น….เจ้าก็เดินไปมุมของเขา…. และเมื่อเจ้ายอมเข้าใจคนอื่น….อาจเป็นไปได้ว่าคนอื่นก็อาจจะยอมที่จะเดินมา….และเข้าใจเจ้า…..
คำถามที่..2…อากง..บอกว่า….ที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลัง….เป็นของอย่างเดียวกันมั๊ย..?…. หลานบอกว่า….อย่างเดียวกัน….. แล้วเห็นเหมือนกันมั๊ย….?….ครั้งแรกเห็นอะไร…? หลานตอบว่า…ฝาครอบ….และครั้งหลังเห็นเปลวไฟ….
อากงเลยบอกว่า….หลานๆเอ๊ย… ในอนาคตถ้าเลือกได้นะ…อย่ามองสี่งต่างๆ…เพียงแค่ที่เห็น…. จงเข้าใจสิ่งต่างๆ… อย่างที่เป็น
#เรื่องจริง #เรื่องดี เป็นกันเยอะจัด : (แรง นะ แต่ได้ข้อคิด) CR LINE ไม่ทราบเครดิตผู้แต่ง. เครดิตทวงได้. เรื่องเหมือนหนัง Boyhood.
#เรื่องจริง #เรื่องดี เป็นกันเยอะจัด : (แรง นะ แต่ได้ข้อคิด)
CR LINE ไม่ทราบเครดิตผู้แต่ง. เครดิตทวงได้. เรื่องเหมือนหนัง Boyhood.
ลูกแม่ วันนี้ตอนที่กินข้าวกลางวัน
ลูกคุยโทรศัพท์กับแฟนว่า
คอนโดห้องนั้นตอนนี้ ขึ้นราคาอีกแล้ว
ถ้าไม่รีบซื้อ น่ากลัวว่าจะพลาดโอกาสได้ห้องชุดดีๆ
อย่างนี้อีกแล้ว
แม่รู้ ลูกคุยกันเพื่อให้แม่ฟัง ตอนนั้นลูกหันมามองแม่ แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร พอลูกวางสายจากแฟน ลูกคงหวังว่าแม่จะพูดว่า "ราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวแม่ซื้อให้!"
แต่แม่ไม่ได้พูดในสิ่งที่ลูกต้องการได้ยิน ลูกจึงฮึดฮัด วางช้อนส้อมเสียงดัง แล้วก็ลุกเดินออกไปจากโต๊ะ กระชากประตูเปิดปิดด้วยเสียงอันดัง แม่มองตามหลังลูกไป
ลูกแม่ทำไมยังเอาแต่ใจ ลูกยังต้องการเกาะพ่อกับแม่
อยู่อย่างนี้อีกเหรอ? ทำไมไม่รู้จักโตซะที?
ลูกแม่ ตอนนี้ลูกอายุ 30 ปีแล้วนะ
ลูกมีงานที่ดีทำ มีแฟน มีพ่อกับแม่ที่เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง
แค่นี้ ไม่มีเพียงพอให้ลูกยืนหยัดขึ้นมา
เป็นที่พึ่งของพ่อกับแม่ไม่ได้อีกเหรอ?
ตั้งแต่ลูกเป็นเด็ก ลูกก็ชอบพึ่งพาอาศัยแม่มาตลอด
แต่นี่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะลูก!
ตอนลูกอายุได้ 5 ขวบ แม่ต้องคอยเก็บของเล่นที่ลูก
ทิ้งกระจัดกระจายไปทั่วบ้าน
ตอนลูกอายุได้ 10 ขวบ ลูกเห็นเพื่อนๆใส่รองเท้าแฟชั่น
ลูกก็กลับมาร้องห่มร้องไห้ ให้แม่พาไปซื้อรองเท้า
ตอนลูกอายุได้ 15 ปี ลูกส่งจดหมายให้เพื่อนหญิงในห้องว่า
"แม่เรารู้จักคนเยอะ หากใครรังแกเธอ บอกเราได้นะ เราจะให้แม่เราไปจัดการให้"
ตอนลูกอายุได้ 20 ปี ลูกโทรมาจากมหาวิทยาลัยทุกวัน
ว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย ทำไมแม่ไม่ส่งข้าวปลาอาหาร หรืออาหารเสริมให้บ่อยๆ?
วันนี้ลูกอายุได้ 30 ปี ลูกกลับพูดคุยโอ้อวดกับแฟน
และเพื่อนๆว่า "แม่เราจะซื้อคอนโดให้เรา ต่อให้เราไม่ทำงานอะไร พ่อแม่เราก็เลี้ยงเราไหว!"
ที่ผ่านมาแม่ไม่ว่าอะไร แม่ได้แต่ทำใจลืมๆสิ่งที่ลูกทำ
แม่ชินแล้วกับสิ่งที่ลูกร้องขอจากแม่ แม่คิดเพียงว่า
วันนี้แม่เลี้ยงลูก ดูแลลูกเป็นอย่างดี ก็หวังว่าเมื่อพ่อและแม่แก่ตัวมา จะได้ฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกได้
ตอนนี้ลูกก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
พ่อกับแม่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากลูกได้แล้ว
แต่นี่มันอะไร?
ลูกของแม่ในวันนี้ ยังกลับมาให้แม่ทำกับข้าวให้กินทุกวัน
ยังไม่พอ ยังพาแฟนมานั่งเป็นแขก ให้แม่ทำกับข้าว
หาขนมมาเลี้ยงเธอทุกวัน
แม่ก็ยังทำงานอยู่นะลูก ยังต้องทำอาหารให้ลูกทั้ง 3 มื้อ
ลูกจะให้แม่ยิ้มออกได้อย่างไร?
วันนี้แม่เข้าใจแล้ว แม่ลำบากตรากตรำอยู่คนเดียว
แม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก
แต่ทำให้ลูกเป็นคนที่.. "เห็นแก่ตัว" ไม่เอาไหน
เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
ยิ่งโตมาลูกก็ยิ่งทำตัวเกียจคร้าน
ไม่เป็นโล้เป็นพาย
แม่คงต้องยอมรับเสียที 30 ปีที่ผ่านมา
ที่แม่รักลูก หลงลูก เป็นความผิดมหันต์ของแม่
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่แม่หยอกลูกว่า "แม่คงไม่ทันมีชีวิต ได้อุ้มหลานตัวน้อยซะแล้ว" ลูกร้องเสียงหลง "ได้ยังไงแม่ แล้วใครจะทำกับข้าวให้ผมกับเมียกิน ลูกผมอีกล่ะ แล้วใครจะมาช่วยเลี้ยง?"
วันนั้น แม่เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แม่เจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
ลูกแม่คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงพูดกับแม่อย่างนี้?
แม่จะต้องเลี้ยงดูลูกอย่างนี้ ไปจนตายเหรอ?
แม่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้เป็นนกอินทรี !
แต่แม่เลี้ยงลูกให้เป็นปลิง!
ที่คอยดูดเลือดแม่ให้เหือดแห้ง ไปจนตาย.....
ลูกแม่ วันนี้แม่จะไม่ตามใจลูกอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของลูก แม่ได้เลี้ยงดูและส่งเสียให้ลูก
ได้มีวิชาความรู้ติดตัวแล้ว
ต่อจากนี้ไป แม่จะไม่สนใจการกินอยู่ ของลูกอีกแล้ว
แม่เพิ่งลาออกจากงานมาเมื่อวาน
แม่จะไม่เอาเงินบำเหน็จ มาปนเปรอให้ลูกได้เสพสุข
โดยแม่ต้องทุกข์ทรมานไปจนตายอีกแล้ว
หากลูกไม่พอใจ ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่
ลูกก็ขนของออกจากบ้านนี้ ไปเช่าอยู่ข้างนอก
ลูกจะกินจะอยู่อย่างไร ก็แล้วแต่ลูกเถิด ลูกแม่
แม่ไม่ควรรักลูกแบบผิดๆ อย่างนี้
แม่ขอโทษ...
ช่วยกันแชร์เพื่อช่วยเหลือแม่และลูก
ในอีกหลายครอบครัว เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้
CR LINE ไม่ทราบเครดิตผู้แต่ง. เครดิตทวงได้. เรื่องเหมือนหนัง Boyhood.
ลูกแม่ วันนี้ตอนที่กินข้าวกลางวัน
ลูกคุยโทรศัพท์กับแฟนว่า
คอนโดห้องนั้นตอนนี้ ขึ้นราคาอีกแล้ว
ถ้าไม่รีบซื้อ น่ากลัวว่าจะพลาดโอกาสได้ห้องชุดดีๆ
อย่างนี้อีกแล้ว
แม่รู้ ลูกคุยกันเพื่อให้แม่ฟัง ตอนนั้นลูกหันมามองแม่ แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร พอลูกวางสายจากแฟน ลูกคงหวังว่าแม่จะพูดว่า "ราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวแม่ซื้อให้!"
แต่แม่ไม่ได้พูดในสิ่งที่ลูกต้องการได้ยิน ลูกจึงฮึดฮัด วางช้อนส้อมเสียงดัง แล้วก็ลุกเดินออกไปจากโต๊ะ กระชากประตูเปิดปิดด้วยเสียงอันดัง แม่มองตามหลังลูกไป
ลูกแม่ทำไมยังเอาแต่ใจ ลูกยังต้องการเกาะพ่อกับแม่
อยู่อย่างนี้อีกเหรอ? ทำไมไม่รู้จักโตซะที?
ลูกแม่ ตอนนี้ลูกอายุ 30 ปีแล้วนะ
ลูกมีงานที่ดีทำ มีแฟน มีพ่อกับแม่ที่เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง
แค่นี้ ไม่มีเพียงพอให้ลูกยืนหยัดขึ้นมา
เป็นที่พึ่งของพ่อกับแม่ไม่ได้อีกเหรอ?
ตั้งแต่ลูกเป็นเด็ก ลูกก็ชอบพึ่งพาอาศัยแม่มาตลอด
แต่นี่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะลูก!
ตอนลูกอายุได้ 5 ขวบ แม่ต้องคอยเก็บของเล่นที่ลูก
ทิ้งกระจัดกระจายไปทั่วบ้าน
ตอนลูกอายุได้ 10 ขวบ ลูกเห็นเพื่อนๆใส่รองเท้าแฟชั่น
ลูกก็กลับมาร้องห่มร้องไห้ ให้แม่พาไปซื้อรองเท้า
ตอนลูกอายุได้ 15 ปี ลูกส่งจดหมายให้เพื่อนหญิงในห้องว่า
"แม่เรารู้จักคนเยอะ หากใครรังแกเธอ บอกเราได้นะ เราจะให้แม่เราไปจัดการให้"
ตอนลูกอายุได้ 20 ปี ลูกโทรมาจากมหาวิทยาลัยทุกวัน
ว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย ทำไมแม่ไม่ส่งข้าวปลาอาหาร หรืออาหารเสริมให้บ่อยๆ?
วันนี้ลูกอายุได้ 30 ปี ลูกกลับพูดคุยโอ้อวดกับแฟน
และเพื่อนๆว่า "แม่เราจะซื้อคอนโดให้เรา ต่อให้เราไม่ทำงานอะไร พ่อแม่เราก็เลี้ยงเราไหว!"
ที่ผ่านมาแม่ไม่ว่าอะไร แม่ได้แต่ทำใจลืมๆสิ่งที่ลูกทำ
แม่ชินแล้วกับสิ่งที่ลูกร้องขอจากแม่ แม่คิดเพียงว่า
วันนี้แม่เลี้ยงลูก ดูแลลูกเป็นอย่างดี ก็หวังว่าเมื่อพ่อและแม่แก่ตัวมา จะได้ฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกได้
ตอนนี้ลูกก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
พ่อกับแม่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากลูกได้แล้ว
แต่นี่มันอะไร?
ลูกของแม่ในวันนี้ ยังกลับมาให้แม่ทำกับข้าวให้กินทุกวัน
ยังไม่พอ ยังพาแฟนมานั่งเป็นแขก ให้แม่ทำกับข้าว
หาขนมมาเลี้ยงเธอทุกวัน
แม่ก็ยังทำงานอยู่นะลูก ยังต้องทำอาหารให้ลูกทั้ง 3 มื้อ
ลูกจะให้แม่ยิ้มออกได้อย่างไร?
วันนี้แม่เข้าใจแล้ว แม่ลำบากตรากตรำอยู่คนเดียว
แม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก
แต่ทำให้ลูกเป็นคนที่.. "เห็นแก่ตัว" ไม่เอาไหน
เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
ยิ่งโตมาลูกก็ยิ่งทำตัวเกียจคร้าน
ไม่เป็นโล้เป็นพาย
แม่คงต้องยอมรับเสียที 30 ปีที่ผ่านมา
ที่แม่รักลูก หลงลูก เป็นความผิดมหันต์ของแม่
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่แม่หยอกลูกว่า "แม่คงไม่ทันมีชีวิต ได้อุ้มหลานตัวน้อยซะแล้ว" ลูกร้องเสียงหลง "ได้ยังไงแม่ แล้วใครจะทำกับข้าวให้ผมกับเมียกิน ลูกผมอีกล่ะ แล้วใครจะมาช่วยเลี้ยง?"
วันนั้น แม่เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แม่เจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
ลูกแม่คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงพูดกับแม่อย่างนี้?
แม่จะต้องเลี้ยงดูลูกอย่างนี้ ไปจนตายเหรอ?
แม่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้เป็นนกอินทรี !
แต่แม่เลี้ยงลูกให้เป็นปลิง!
ที่คอยดูดเลือดแม่ให้เหือดแห้ง ไปจนตาย.....
ลูกแม่ วันนี้แม่จะไม่ตามใจลูกอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของลูก แม่ได้เลี้ยงดูและส่งเสียให้ลูก
ได้มีวิชาความรู้ติดตัวแล้ว
ต่อจากนี้ไป แม่จะไม่สนใจการกินอยู่ ของลูกอีกแล้ว
แม่เพิ่งลาออกจากงานมาเมื่อวาน
แม่จะไม่เอาเงินบำเหน็จ มาปนเปรอให้ลูกได้เสพสุข
โดยแม่ต้องทุกข์ทรมานไปจนตายอีกแล้ว
หากลูกไม่พอใจ ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่
ลูกก็ขนของออกจากบ้านนี้ ไปเช่าอยู่ข้างนอก
ลูกจะกินจะอยู่อย่างไร ก็แล้วแต่ลูกเถิด ลูกแม่
แม่ไม่ควรรักลูกแบบผิดๆ อย่างนี้
แม่ขอโทษ...
ช่วยกันแชร์เพื่อช่วยเหลือแม่และลูก
ในอีกหลายครอบครัว เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้
Friday, 28 October 2016
#เสื้อแดง บุกโรงพยาบาลจุฬา : เสียงปนสะอื้นของพยาบาลจุฬา
22.00 เราจะลบโพสนี้. >>>
อ่านแล้วก็สะเทือนใจ และหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเกินไป
ว่าไอกี้และแกนนำตอนนั้นทำอะไรไว้บ้าง มันไม่ใช่แค่คิดต่างนะครับ -@T3Thee
>>>>>> คลิปประกอบเรื่องเล่า. เป็นหนึ่งในคลิปที่ดูแล้วร้องไห้.
ชื่อคลิป : เสียงปนสะอื้นของพยาบาลจุฬา [HQ].mp4
https://www.youtube.com/watch?v=hXleko42YfA&feature=youtu.be
Mena Wachirapon จึงขออนุญาติก๊อปข้อความของพยาบาลที่ รพ.จุฬา มาให้ทุกคนอ่านค่ะ (เรา : ยกเว้น 2 บรรทัดแรก. เราคิดว่ามันเป็นเรื่องราวที่พยาบาลทุกคนในประเทศนี้ต้องอ่านประกอบวิชาชีพพยาบาล)
"คือ...พยาบาลไม่ได้โหดแบบนี้ทุกคนนะคะ แต่ทุกคนมีความคับแค้นใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การแสดงออก อาจต่างกัน โดยส่วนตัว ได้เจอเหตุการณ์ตั้งแต่มันเริ่มตั้งแคมป์ สร้างค่าย คู ประตูรบ ไล่คนไข้ออกจากจุฬา...
วันนั้น เราย้ายคนไข้ทั้งน้ำตา...คนเลวอย่างหาที่ติไม่ได้เท่านั้น จึงทำแบบนี้ได้ สมเด็จพระสังฆราชต้องย้ายหนีมัน ทั้งที่ทรงอาพาตและชรามาก จนสุดท้าย เราต้องปิดโรงบาล
โรงบาลจุฬา มีประวัตินับร้อยปี รักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกชนชั้น ศาสนา แม้ผู้ชุมนุมเอง เราก็รักษา แล้วมันก็ออกไปใช้ลำโพงด่าเราเหมือนเดิม เจ้าหน้าที่จะเข้ามาทำงาน มันค้นถึงกระเป๋าตัง แล้วยึดเงินบ้าง โทรศัพท์บ้าง ลวนลามบ้าง สิ่งเหล่านี้มีใครรู้กับเราหรือไม่
ผู้บริหารจึงให้คนที่ไม่อยู่หอ ไม่ต้องมาทำงาน ส่วนคนอยู่หอ ก็ควงเวรไป
สิ่งหนึ่งที่เราได้กำลังใจ คือ พระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพทรงห่วงใยพวกเราพระราชทานน้ำ อาหาร ที่พอจะเก็บได้ พวกคุณทราบกันหรือไม่ ตอนแรกๆนั่น ยังพอมีผักให้เราได้ทานบ้าง มาตอนหลัง อาหารหลักคือไก่ทอดบ้าง หมูทอดบ้าง หลังสุด สิ่งที่เราได้กินทุกวัน ทุกมื้อ คือ แพนงหมู หรือ แพนงไก่ เพราะอะไรหน่ะหรือ ก็เพราะพวกนี้เก็บไว้อุ่นได้บ่อยๆ และมีน้ำขลุกขลิกพอราดข้าวได้หน่ะสิ พวกเราได้แต่คับแค้นใจ ก้มหน้ากินประทังชีวิตไป
ตอนนั้น เส้นทางคลองเตยถูกตัดขาด เซเว่นของเข้าไม่ได้ อยากถามว่า ถ้าท่านเจอเหตุการณ์แบบเรา ท่านจะอยู่อย่างไร ควันแรกที่พวยพุ่งขึ้นจากเซนทรัลเวิล์ด เราได้แต่ยืนมองด้วยน้ำตาคลอเบ้า เป็นห่วงคนไข้ คนที่ย้ายไม่ได้ยังเหลืออีกเยอะ เราอยากให้ทุกอย่างจบโดยเร็ว ภาวนาให้รัฐบาลขณะนั้นทำอะไรเสียที จนด้านนอกเกิดความวุ่นวาย
หลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราก็เป็นคนหนึ่งที่ออกไปล้างถนน ถนนที่เคยมีความสวยงาม ตอนนี้มีแต่สิ่งปฏิกูล มันตั้งส้วมที่หน้าพระรูป รัชกาลที่6 หยาบหยามพระองค์ท่านมาก เราล้างถนนทั้งน้ำตา ตอนนั่นชาวกทม. ทุกอาชีพ ออกมาร่วมกันชำระถนน ชาวต่างชาติแถวนั้นออกมาแจกน้ำ คนใจบุญท่านใดไม่ทราบซื้อผงซักฟอกและอุปกรณ์ต่างๆมาให้เรา
ถามว่า
ถ้าใครก็ตาม
ที่อยู่ในเหตุการณ์นี้
จะมีความแค้นไอ้อีเหล่านั้นหรือไม่
ไม่ต้องตอบค่ะ
ให้ลองตอบกับตัวเองดู"
#คัดลอกข้อความมา CR: Mena Wachirapon ....
....
อ่านแล้วก็สะเทือนใจ และหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเกินไป
ว่าไอกี้และแกนนำตอนนั้นทำอะไรไว้บ้าง มันไม่ใช่แค่คิดต่างนะครับ -@T3Thee
>>>>>> คลิปประกอบเรื่องเล่า. เป็นหนึ่งในคลิปที่ดูแล้วร้องไห้.
ชื่อคลิป : เสียงปนสะอื้นของพยาบาลจุฬา [HQ].mp4
https://www.youtube.com/watch?v=hXleko42YfA&feature=youtu.be
Mena Wachirapon จึงขออนุญาติก๊อปข้อความของพยาบาลที่ รพ.จุฬา มาให้ทุกคนอ่านค่ะ (เรา : ยกเว้น 2 บรรทัดแรก. เราคิดว่ามันเป็นเรื่องราวที่พยาบาลทุกคนในประเทศนี้ต้องอ่านประกอบวิชาชีพพยาบาล)
"คือ...พยาบาลไม่ได้โหดแบบนี้ทุกคนนะคะ แต่ทุกคนมีความคับแค้นใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การแสดงออก อาจต่างกัน โดยส่วนตัว ได้เจอเหตุการณ์ตั้งแต่มันเริ่มตั้งแคมป์ สร้างค่าย คู ประตูรบ ไล่คนไข้ออกจากจุฬา...
วันนั้น เราย้ายคนไข้ทั้งน้ำตา...คนเลวอย่างหาที่ติไม่ได้เท่านั้น จึงทำแบบนี้ได้ สมเด็จพระสังฆราชต้องย้ายหนีมัน ทั้งที่ทรงอาพาตและชรามาก จนสุดท้าย เราต้องปิดโรงบาล
โรงบาลจุฬา มีประวัตินับร้อยปี รักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกชนชั้น ศาสนา แม้ผู้ชุมนุมเอง เราก็รักษา แล้วมันก็ออกไปใช้ลำโพงด่าเราเหมือนเดิม เจ้าหน้าที่จะเข้ามาทำงาน มันค้นถึงกระเป๋าตัง แล้วยึดเงินบ้าง โทรศัพท์บ้าง ลวนลามบ้าง สิ่งเหล่านี้มีใครรู้กับเราหรือไม่
ผู้บริหารจึงให้คนที่ไม่อยู่หอ ไม่ต้องมาทำงาน ส่วนคนอยู่หอ ก็ควงเวรไป
สิ่งหนึ่งที่เราได้กำลังใจ คือ พระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพทรงห่วงใยพวกเราพระราชทานน้ำ อาหาร ที่พอจะเก็บได้ พวกคุณทราบกันหรือไม่ ตอนแรกๆนั่น ยังพอมีผักให้เราได้ทานบ้าง มาตอนหลัง อาหารหลักคือไก่ทอดบ้าง หมูทอดบ้าง หลังสุด สิ่งที่เราได้กินทุกวัน ทุกมื้อ คือ แพนงหมู หรือ แพนงไก่ เพราะอะไรหน่ะหรือ ก็เพราะพวกนี้เก็บไว้อุ่นได้บ่อยๆ และมีน้ำขลุกขลิกพอราดข้าวได้หน่ะสิ พวกเราได้แต่คับแค้นใจ ก้มหน้ากินประทังชีวิตไป
ตอนนั้น เส้นทางคลองเตยถูกตัดขาด เซเว่นของเข้าไม่ได้ อยากถามว่า ถ้าท่านเจอเหตุการณ์แบบเรา ท่านจะอยู่อย่างไร ควันแรกที่พวยพุ่งขึ้นจากเซนทรัลเวิล์ด เราได้แต่ยืนมองด้วยน้ำตาคลอเบ้า เป็นห่วงคนไข้ คนที่ย้ายไม่ได้ยังเหลืออีกเยอะ เราอยากให้ทุกอย่างจบโดยเร็ว ภาวนาให้รัฐบาลขณะนั้นทำอะไรเสียที จนด้านนอกเกิดความวุ่นวาย
หลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราก็เป็นคนหนึ่งที่ออกไปล้างถนน ถนนที่เคยมีความสวยงาม ตอนนี้มีแต่สิ่งปฏิกูล มันตั้งส้วมที่หน้าพระรูป รัชกาลที่6 หยาบหยามพระองค์ท่านมาก เราล้างถนนทั้งน้ำตา ตอนนั่นชาวกทม. ทุกอาชีพ ออกมาร่วมกันชำระถนน ชาวต่างชาติแถวนั้นออกมาแจกน้ำ คนใจบุญท่านใดไม่ทราบซื้อผงซักฟอกและอุปกรณ์ต่างๆมาให้เรา
ถามว่า
ถ้าใครก็ตาม
ที่อยู่ในเหตุการณ์นี้
จะมีความแค้นไอ้อีเหล่านั้นหรือไม่
ไม่ต้องตอบค่ะ
ให้ลองตอบกับตัวเองดู"
#คัดลอกข้อความมา CR: Mena Wachirapon ....
....
Thursday, 27 October 2016
22.00 เราจะลบโพสนี้. >>> อ่านแล้วก็สะเทือนใจ และหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเกินไป
22.00 เราจะลบโพสนี้. >>>
อ่านแล้วก็สะเทือนใจ และหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเกินไป ว่าไอกี้และแกนนำตอนนั้นทำอะไรไว้บ้าง มันไม่ใช่แค่คิดต่างนะครับ -@T3Thee >>>>>>
คลิปประกอบเรื่องเล่า. เป็นหนึ่งในคลิปที่ดูแล้วร้องไห้.
ชื่อคลิป : เสียงปนสะอื้นของพยาบาลจุฬา [HQ].mp4
https://www.youtube.com/watch?v=hXleko42YfA&feature=youtu.be
อ่านแล้วก็สะเทือนใจ และหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเกินไป ว่าไอกี้และแกนนำตอนนั้นทำอะไรไว้บ้าง มันไม่ใช่แค่คิดต่างนะครับ -@T3Thee >>>>>>
คลิปประกอบเรื่องเล่า. เป็นหนึ่งในคลิปที่ดูแล้วร้องไห้.
ชื่อคลิป : เสียงปนสะอื้นของพยาบาลจุฬา [HQ].mp4
https://www.youtube.com/watch?v=hXleko42YfA&feature=youtu.be
Wednesday, 26 October 2016
5 สิ่งที่คนชราเสียใจที่สุดในชีวิต
5 สิ่งที่คนชราเสียใจที่สุดในชีวิต
...
นิตยสารเบลเยี่ยมฉบับหนึ่งได้สำรวจผู้สูงอายุทั่วประเทศด้วยคำถามที่ว่า
“อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุด?”
คำตอบมีดังนี้
อันดับที่ 5 45% เสียใจที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี
อันดับที่ 4 57% เสียใจที่ไม่ได้รักและถนอมคู่ชีวิตให้ดี
อันดับที่ 3 62% เสียใจที่ไม่ได้สั่งสอนในสิ่งที่เหมาะที่ควรให้กับลูกของตัวเอง
อันดับที่ 2 73% เสียใจที่ตัดสินใจเลือกอาชีพผิดตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว
อันดับที่ 1 92% เสียใจที่ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่มีความมุมานะพอ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง ...
คนหนุ่มสาวทั้งหลาย ชีวิตของเธอในยามนี้ผิดแล้วยังมีเวลาแก้ไข
เมื่อวันหนึ่งเธอเข้าสู่วัยชรา ต่อให้เธออยากแก้ไข เวลาก็ไม่เอื้ออำนวยต่อเธออีกแล้ว
ทำสิ่งใดให้รู้จักคิด คิดสิ่งใดให้เป็นสิ่งดี ชีวิตนี้ย่อมไม่สูญเปล่า. สาระดีๆๆจากสสกุ่ย
***ภาพประกอบ. ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล***
กุว่าพี่ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล สวยมาก.
กุมีอัลบัมพี่แกร. ทุกอัลบัม.
กูไม่เคยเสียใจตัวเอง. กับชีวิตที่ผ่านมา. ในเรื่องนี้. 555555+
นิตยสารเบลเยี่ยมฉบับหนึ่งได้สำรวจผู้สูงอายุทั่วประเทศด้วยคำถามที่ว่า
“อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุด?”
คำตอบมีดังนี้
อันดับที่ 5 45% เสียใจที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี
อันดับที่ 4 57% เสียใจที่ไม่ได้รักและถนอมคู่ชีวิตให้ดี
อันดับที่ 3 62% เสียใจที่ไม่ได้สั่งสอนในสิ่งที่เหมาะที่ควรให้กับลูกของตัวเอง
อันดับที่ 2 73% เสียใจที่ตัดสินใจเลือกอาชีพผิดตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว
อันดับที่ 1 92% เสียใจที่ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่มีความมุมานะพอ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง ...
คนหนุ่มสาวทั้งหลาย ชีวิตของเธอในยามนี้ผิดแล้วยังมีเวลาแก้ไข
เมื่อวันหนึ่งเธอเข้าสู่วัยชรา ต่อให้เธออยากแก้ไข เวลาก็ไม่เอื้ออำนวยต่อเธออีกแล้ว
ทำสิ่งใดให้รู้จักคิด คิดสิ่งใดให้เป็นสิ่งดี ชีวิตนี้ย่อมไม่สูญเปล่า. สาระดีๆๆจากสสกุ่ย
***ภาพประกอบ. ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล***
กุว่าพี่ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล สวยมาก.
กุมีอัลบัมพี่แกร. ทุกอัลบัม.
กูไม่เคยเสียใจตัวเอง. กับชีวิตที่ผ่านมา. ในเรื่องนี้. 555555+
คนอ่านส่วนมากก็เป็นคนระดับแม่พลอยเท่านั้น. โง่ฉิบหายเลย. จะบอกให้สี่แผ่นดินถึงได้ดัง.
ฝีปากอาจารย์หม่อม. ที่สุดล่ะแห่งความเชือดเฉือน. ดับเบิ้ลมีนนิ่งตลอดทุกคำพูดของท่านทั้งชีวิต.
>>>>> คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวไว้กับ #สี่แผ่นดิน -@hoonchuckyai
Ple Leechawalothai ที่มาจากบทสัมภาษณ์ในถนนหนังสือ
คำถาม : ที่ใช้แม่พลอยเดินเรื่องนี่ต้องการให้เห็นเรื่องสิทธิของผู้หญิงว่าค่อยมีมากขึ้นหรือเปล่า
คำตอบ : ไม่จริงเลย แม่พลอยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิของผู้หญิงเลย ไม่เคยเรียก ไม่เคยร้อง แล้วแม่พลอยนี่เป็นคนเชยที่สุด คุณจะว่านางเอกก็นางเอก แต่เป็นคนเชยที่สุด แม่พลอยถ้าแกอยู่มาจนถึงทุกวันนี้แกก็ลูกเสือชาวบ้าน แกจะไปรำละครบ้าๆ บอๆ ถึงขนาดนนั้น (ฮา)
แม่พลอยเป็นคนเชยมากนะครับ เป็นคนอยู่กรอบ ใจดี ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานก็หลงรักคุณเปรมได้ ตามคติโบราณนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ไปก่อนแล้วรักกันเองทีหลัง แม่พลอยเป็นอย่างนั้นทุกอย่าง
ทีนี้คนอ่านคนไทยปลื้มอกปลื้มใจเห็นแม่พลอยเป็นคนประเสริฐเลิศลอยก็เพราะคนไทยก็เป็นคนแบบนั้น ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย
คนอ่านส่วนมากก็เป็นคนระดับแม่พลอยเท่านั้น (หัวเราะ) โง่ฉิบหายเลย. จะบอกให้สี่แผ่นดินถึงได้ดัง (หัวเราะ)
>>>>> คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวไว้กับ #สี่แผ่นดิน -@hoonchuckyai
Ple Leechawalothai ที่มาจากบทสัมภาษณ์ในถนนหนังสือ
คำถาม : ที่ใช้แม่พลอยเดินเรื่องนี่ต้องการให้เห็นเรื่องสิทธิของผู้หญิงว่าค่อยมีมากขึ้นหรือเปล่า
คำตอบ : ไม่จริงเลย แม่พลอยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิของผู้หญิงเลย ไม่เคยเรียก ไม่เคยร้อง แล้วแม่พลอยนี่เป็นคนเชยที่สุด คุณจะว่านางเอกก็นางเอก แต่เป็นคนเชยที่สุด แม่พลอยถ้าแกอยู่มาจนถึงทุกวันนี้แกก็ลูกเสือชาวบ้าน แกจะไปรำละครบ้าๆ บอๆ ถึงขนาดนนั้น (ฮา)
แม่พลอยเป็นคนเชยมากนะครับ เป็นคนอยู่กรอบ ใจดี ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานก็หลงรักคุณเปรมได้ ตามคติโบราณนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ไปก่อนแล้วรักกันเองทีหลัง แม่พลอยเป็นอย่างนั้นทุกอย่าง
ทีนี้คนอ่านคนไทยปลื้มอกปลื้มใจเห็นแม่พลอยเป็นคนประเสริฐเลิศลอยก็เพราะคนไทยก็เป็นคนแบบนั้น ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย
คนอ่านส่วนมากก็เป็นคนระดับแม่พลอยเท่านั้น (หัวเราะ) โง่ฉิบหายเลย. จะบอกให้สี่แผ่นดินถึงได้ดัง (หัวเราะ)
Subscribe to:
Posts (Atom)

































